1 -  พลังการเข้าใจมนุษย์ที่ถูกตั้งคำถามในยุค AI – คุณค่าที่ผู้นำทางธุรกิจได้รับจากการโค้ชชิ่ง –

”พลังการเข้าใจมนุษย์ที่ถูกตั้งคำถามในยุค AI – คุณค่าที่ผู้นำทางธุรกิจได้รับจากการโค้ชชิ่ง –"

ผมให้บริการเอ็กเซกคิวทีฟโค้ชชิ่ง บิสซิเนสโค้ชชิ่ง และทีม/องค์กรโค้ชชิ่งแก่บริษัทต่าง ๆ โดยมีกรุงเทพฯ เป็นฐานในการทำงาน
ปัจจุบันเทคโนโลยี Generative AI ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว กระบวนการทำงานเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจมีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างมาก แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผมกลับรู้สึกว่า “เราจะเข้าใจมนุษย์อย่างไร” ซึ่งเป็นประเด็นที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า กำลังทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ

〇 คนไม่ขับเคลื่อนด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียว – ความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นจากความเป็นมนุษย์ในโลกธุรกิจ

ไม่ว่าเป็นผู้นำที่เก่งเพียงใด ก็ต้องมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเกือบทุกวัน
➢ อารมณ์หรือสภาพร่างกายที่ทำให้การตัดสินใจสั่นคลอน
➢ ประสบการณ์ที่ผ่านมาเป็นตัวสร้าง “อคติ” ในการตัดสินใจ
➢ อารมณ์พาให้ทำพฤติกรรมที่ปกติไม่ทำ
➢ อ่าน “ความรู้สึกที่พูดไม่ออกเป็นคำ” ของลูกน้องผิดไป

มนุษย์ย่อมมี “ช่องว่าง” หรือ “ความคลาดเคลื่อน” ที่ไม่อาจอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ธรรมชาติหรือสังคมศาสตร์เพียงอย่างเดียว
และในโลกของการบริหารองค์กร “ช่องว่าง” นี้เองที่ทำให้ผลลัพธ์ต่างไปอย่างใหญ่หลวง
AI เชี่ยวชาญการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล แต่ไม่สามารถอ่าน “ความสั่นไหวของมนุษย์” ได้อย่างสมบูรณ์

〇 เพราะเหตุนี้ “การสนทนาเชิงลึก” จึงจำเป็นต่อโลกธุรกิจ

โค้ชชิ่งไม่ใช่เพียง “การสนทนาเพื่อบรรลุเป้าหมาย” เท่านั้น
แต่เป็นการเผชิญหน้ากับ “มนุษย์ทั้งคน” ที่ประกอบด้วยอารมณ์ ค่านิยม วัฒนธรรมพื้นฐาน และความหมายที่บุคคลผูกให้กับชีวิตของตน

➢ ความรู้สึกที่ยังไม่ได้แปรเป็นคำพูด
➢ โทนเสียงที่แฝงอารมณ์
➢ บริบทเบื้องหลัง
➢ ความหมายของความเงียบ

ข้อมูลเหล่านี้ไม่ใช่ “ดาต้า” แต่เป็นสิ่งที่อ่านได้จาก “ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์” เท่านั้น
สำหรับผู้นำ “การตระหนักรู้” ต่อสิ่งเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการตัดสินใจและการขับเคลื่อนทีม

〇 หลักคิด Human Factors – “มนุษย์ย่อมผิดพลาดเสมอ”

ศาสตร์ Human Factors ที่ใช้ในอุตสาหกรรมการบินหรือการแพทย์ตั้งอยู่บนหลักว่า
“มนุษย์ย่อมทำผิดพลาด”

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่ “ทำอย่างไรไม่ให้ผิดพลาด” แต่คือ
เมื่อผิดพลาดแล้วจะเผชิญหน้าอย่างไร
จะไม่ทำผิดซ้ำได้อย่างไร
จะเปลี่ยนความผิดพลาดนั้นให้เป็นการเติบโตอย่างไร

นี่คือโจทย์เดียวกับที่ผู้นำองค์กรต้องเผชิญทุกวัน
โค้ชชิ่งให้ความสำคัญกับกระบวนการที่ลูกค้าเกิดความลังเล สับสน หรือสั่นไหว และช่วยจัดระเบียบเพื่อให้เขาได้พลังในการก้าวต่อไป

〇 “ผู้นำที่เรียนรู้เรื่องมนุษย์อย่างต่อเนื่อง” คือผู้ที่ทำให้องค์กรแข็งแกร่ง

ยิ่ง AI พัฒนา ความสำคัญของ “สิ่งที่เครื่องจักรทำแทนไม่ได้” ยิ่งเพิ่มขึ้น
ซึ่งหมายถึงทักษะต่อไปนี้ของผู้นำ

➢ ท่าทีที่ต้องการเข้าใจมนุษย์อย่างลึกซึ้ง
➢ การตระหนักรู้ในตัวเอง (Self-awareness) ต่อปฏิกิริยาและความลำเอียงของตน
➢ ความสามารถในการอ่านและเคารพบริบทย้อนหลังของลูกน้องและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
➢ ความสามารถในการจัดการกับความเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ในสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างละเอียดอ่อน

สิ่งเหล่านี้คือ “แก่นของภาวะผู้นำ” และเป็นพื้นที่ที่โค้ชชิ่งสร้างคุณค่าได้สูงที่สุด
ผมเชื่อมั่นว่าความสามารถในการ “เข้าใจมนุษย์” ซึ่งไม่มี AI ใดทดแทนได้ จะกลายเป็นจุดแข็งที่สำคัญที่สุดของผู้นำและผู้บริหารในยุคถัดไป

〇 ท้ายที่สุด – ผู้นำคือผู้ที่ต้องมีท่าที “เรียนรู้เรื่องมนุษย์อย่างไม่หยุดยั้ง”

โค้ชชิ่งเป็นทั้ง “ทักษะ” และ “พื้นที่ที่มนุษย์ได้พบกันอย่างลึกซึ้ง”
โค้ชไม่ได้เป็นผู้ให้ “คำตอบที่ถูกต้อง”
แต่เดินเคียงข้างความซับซ้อน ความไม่ชัดเจน และความสั่นไหวของลูกค้า
เพื่อให้ “คำตอบซึ่งเป็นของตัวเขาเอง” ปรากฏออกมา

ยิ่ง AI พัฒนาขึ้น
คุณค่าที่เกิดจากการปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์สองคนยิ่งโดดเด่นชัดเจนมากขึ้น
และในบริบทนี้ ผมรู้สึกอย่างยิ่งว่า “ผู้นำทางธุรกิจควรเรียนรู้/รับการโค้ช/นำโค้ชชิ่งไปใช้” เพื่อสร้างองค์กรที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ผู้นำที่เข้าใจมนุษย์ สามารถดึงศักยภาพของทีมออกมาได้
สามารถเผชิญความคลุมเครือหรือความสั่นไหวอย่างละเอียดอ่อน
และนี่กำลังกลายเป็น “ความสามารถที่ขาดไม่ได้” ของภาวะผู้นำยุคใหม่

คุณค่าที่เป็น “ตัวคุณเอง” ซึ่ง AI ไม่สามารถทดแทนได้ — อยู่ที่ตรงไหนสำหรับคุณ?

ผมเองก็จะยังคงเรียนรู้เรื่อง “ความเป็นมนุษย์” ต่อไป และทำหน้าที่โค้ชเพื่อสนับสนุนการเติบโตและการเปลี่ยนแปลงของผู้นำทางธุรกิจทุกท่านอย่างเต็มที่

(※รูปภาพคือโมเดลกระดาษที่ผมได้ทำขึ้นเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา)